แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทริปคอมพิวเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทริปคอมพิวเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

การ backup ข้อมูล ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับ Windows 7

ถ้าหากคุณมีข้อมูลสำคัญๆอยู่บนเครื่องก็ควรจะอ่านบทความต่อไปนี้เพราะเราไม่สามารถรู้อนาคตได้เลยว่าคอมพิวเตอร์ของคุณอาจจะไม่รักดีเกิดปัญหาที่อาจทำให้ข้อมูลที่เก็บไว้เสียหายดังนั้นคุณควรที่จะเรียนรู้วิธีป้องกันไว้ก่อนเดี๋ยวถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจะแก้ไม่ทัน (กันไว้ดีกว่าแก้) หากคุณใช้ Windows 7 จะพบว่ามันมีคุณสมบัติในตัวของมันที่จะช่วยให้สำรองข้อมูลต่างๆ เอาไว้ได้

ซึ่งตัว backup ข้อมูลนี้จะแจ้งเตือนผ่าน Action Center อยู่ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง เชื่อว่าหลายคนคงจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากเลยกดทิ้งไป แนะนำว่าแบ็คอัพให้หน่อยก็ดีเพื่อความไม่ประมาทของแบบนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

การ backup ข้อมูล
  1. คลิกที่ปุ่ม Action Center บริเวณ Notification Area
  2. คลิกเลือก Set up backup
  3. รอกระบวนการตรวจสอบระบบครู่หนึ่ง
  4. คลิกเลือกที่จัดเก็บสำหรับการแบ็คอัพข้อมูลครั้งนี้ คลิก Next
  5. เลือก Let Windows choose (recommended) คลิก Next
  6. คลิกปุ่ม Save settings and run backup
  7. คลิกปุ่ม Back up now
  8. รอ...
  9. เมื่อแบ็คอัพเสร็จเรียบร้อยแล้วกด Close ได้เลย
วิธีกู้คืนไฟล์ที่ backup ไว้

ก็ได้รู้จักวิธีแบ็คอัพไปเรียบร้อยแล้วมาดูครับว่าเราจะสามารถกู้คืนไฟล์ที่แบ็คอัพไว้ได้อย่างไร สิ่งที่ต้องระวังก็คือการกู้คืนไฟล์ที่แบ็คอัพที่มีชื่อเหมือนกับไฟล์ในไดรว์หลัก โดยระหส่างกู้คืนไฟล์ (Restore) จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาถามเพื่อยืนยัน ขั้นตอนนี้ให้คุณเลือก Copy, but keep both files เพื่อให้เก็บไฟล์เอาไว้เปรียบเทียบกันอีกครั้งป้องกันการผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับไฟล์ล่าสุดได้อีกระดับหนึ่ง ส่วนวิธีการอย่างละเอียดในการกู้ไฟล์ที่แบ็คอัพเอาไว้ ให้ทำตามดังนี้
  1. คลิกปุ่ม Start > Control Panel > System and security
  2. เลือก Backup and Restore
  3. คลิกปุ่ม Restore my files
  4. คลิปปุ่ม Browse for folders
  5. เลือกโฟลเดอร์สำหรับแบ็คอัพไฟล์ในเครื่องของคุณแล้วกด Add folder
  6. คลิก Next
  7. Restore
  8. เลือก Copy, but keep both files เพื่อยืนยันการคัดลอกและวางไฟล์ที่ซ้ำซ้อน (ถ้ามี) เสร็จแล้วกด Finishp

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีไรท์แผ่น Windows 7 โดยไม่ต้องใช้โปรแกรม

O-DENG แนะนำวิธีง่ายๆสุดคลาสสิคสำหรับวิธีไรท์แผ่นบนระบบปฏิบัติการ Windows 7 โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมไรท์แผ่นใดๆทั้งสิ้น ซึ่งหลายคนอาจจะรู้แล้ว จริงๆแล้วตัววินโดว์จะมีโปรแกรมพื้นฐานมาให้อยู่แล้ว แต่ถ้าลงโปรแกรมเฉพาะด้านก็เป็นผลพลอยได้เพราะจะมีฟังชั่นการทำการที่มากกว่า

วิธีไรท์แผ่นใน Windows 7 นั้นง่ายมากๆถ้าเป็นคนชั่งสังเกตเวลาส่ง bluetooth จาก Notebook ไปมือถือ ในขั้นตอนคลิกขวาตรงไฟล์ที่ Send to นอกเหนือจาก bluetooth device, desktop (create shortcut), mail recipient ยังมีคำสั่งเพื่อส่งไปยังกระบวนการไรท์นั่นคือ DVD-RW Drive

และเมื่อส่งเข้าไปแล้วเราก็แค่เพียงกดปุ่ม Burn และปล่อยให้วินโดว์เขียนข้อมูลลองในแผ่น เมื่อเสร็จถาดไดร์ฟ CD ก็จะเด้งออกมา นี้ก็เป็นอีกหนึ่งทริปคอมพิวเตอร์ที่นำมาฝากกันในวันนี้ครับ

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปรับแสงหน้าจอคอม

เรื่องของแสงสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คนั่นก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นซึงก็ต้องปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราว่ามีแสงมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าเล่นอยู่ในที่มืดแนะนำให้หาที่ที่มีแสงสว่างหรือเปิดไฟดีกว่าเพราะอาจจะเกิดอันตรายกับดวงตาเราในอนาคตได้

สำหรับใครที่มีความจำเป็นที่ต้องอยู่หน้าจอคอมนานๆ ให้ศึกษาวิธี ถนอมสายตาเมื่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ด้วยเพื่อเป็นความรู้ติดตัวและนำไปใช้ หรือไม่ก็ให้ดาวน์โหลด โปรแกรมถนอมสายตา ถึงจะไม่ช่วยได้ 100% แต่ก็ยังพอช่วยได้ในระดับหนึ่ง

แสงหน้าจอคอมก็เหมือนกันควรปรับให้พอดีไม่มืดหรือสว่างจนเกินไป วิธีปรับแสงสว่างจอคอมให้ใช้คีย์ลัดบนแป้นพิมพ์เลยครับไม่ต้องไปคลิกอะไรให้วุ่นวาย โดยกดที่ Fn+ลูกศรชี้ไปทางซ้ายเพื่อลดความสว่างลงตรงกันข้ามถ้ากดลูกศรขวาก็จะสว่างขึ้นนั่นเอง ซึ่งปุ่มปรับแสงสว่างนี้หลายรุ่นหลายยี่ห้อก็จะแตกต่างกันออกไปครับ

พิมพ์อักษรพิเศษด้วย Character Map

บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าระบบปฏิบัติการ Windows นั้นมีตัวอักษรพิเศษอยู่หรือรู้แต่ไม่รู้ว่าจะเอาออกมาใช้ยังไงเพราะไม่ได้อยู่บนแป้นพิมพ์ที่ใช้กันเป็นประจำ สำหรับใครที่ต้องการใช้ตัวอักษรพิเศษนั่นทำได้ง่ายเบสิคมากนั่นคือ กดที่ปุ่ม Start ค้นหาด้วยคำว่า Character Map จะเห็นตัวอักษรพิเศษเยอะแยะมากมาย

เมื่อต้องนำตัวอักษรเหล่านั้นมาใช้ เพียงแค่ดับเบิ้ลคลิกที่ตัวอักษรเป้าหมาย เสร็จแล้วกดปุ่ม Copy แล้วเมื่อจะนำไปใช้ก็แค่กดคลิกขวาเลือก Paste หรือในคีย์ลัด Ctrl+V

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมาส์ขยับเองอาจเกิดจาก GhostMouse ก็เป็นได้

เมาส์เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้ออกคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ เล่นเกมส์ รันโปรแกรม เปิดโฟลเดอร์ การที่เคอร์เซอร์เมาส์จะขยับหรือคลิกได้นั้นแน่นอนว่ามันต้องอาศัยมือผู้ใช้ในการออกคำสั่ง แต่หากอยู่ดีๆเมาส์มันขยับเองโดยไม่รู้สาเหตุมันก็ออกไปทางแนวสยองหน่อย (อาจมีพลังงานบางอย่างก็เป็นด้าย..)

GhostMouse เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่มีความเกี่ยวข้องกับเมาส์ใช้สำหรับบันทึกกิจกรรมที่เราทำในคอม ซึ่งตัวนี้มันจะบันทึกไว้ทั้งหมด หลายคนถามว่าเพื่อ? ตอบ:เอาไว้แกล้งเพื่อนร่วมงานครับฮึฮึ (เริ่มจะสนุกขึ้นมาแล้วซิ :P)

เอ้อ..ลืมบอกไปว่ามันมีไวรัสแต่อย่างใดนะครับ ไม่ต้องกังวล เอะ?หรืออาจจะมีอันนี้ต้องลองเอง ^^ (ล้อเล่น) ถ้ามีก็ไม่ต้องกลัวเพราะเว็บไซต์เรามีโปรแกรมป้องกันไวรัสเยอะแยะ เช่น Bitdefender 2014, ComboFix, Hidden Fixer, Spybot หรือแม้แต่ สแกนไวรัสออนไลน์ ก็ยังมี

ย้ำอีกครั้งไม่มีไวรัส 100 เปอร์เซ็น เอาล่ะมาเริ่มแผนการกันเลยอย่างแรกโหลดโปรแกรม GhostMouse พร้อมติดตั้ง วิธีใช้ รันโปรแกรมขึ้นมา กดปุ่มวงกลมสีแดงเมื่อต้องการเริ่มบันทึกและกดอีกครั้งเพื่อหยุด คือง่ายๆเลยเหมือนกับเรากำลังอัดวิดีโอหน้าจออยู่อะนึกออกนะ จากนั้นเมื่อต้องการแกล้งเพื่อเราก็แค่กด ปุ่มเริ่มที่เป็นสามเหลี่ยมเขียวๆ เมาส์มันก็จะขยับตามที่เราบันทึกไว้เองทั้งๆที่ไม่มีคนขยับเลย (รู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง..)

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จับภาพหน้าจอใน Windows 7 ด้วย Snipping Tool

หลายคนที่ต้องการจับภาพหน้าจอบน Windows 7 ก็คงจะหาโหลดโปรแกรมตามอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่หลากหลาย เช่น WinSnap หรือ Fraps แต่หารู้ไหมว่า Windows 7 เขามีโปรแกรมสำหรับทำงานนี้โดยเฉพาะมาให้อยู่แล้วนั่นคือ Snipping Tool


วิธีเปิดใช้ Snipping Tool

1. ไปที่ปุ่ม Start > All Programs > Accessories > เลือก Snipping Tool หรือ พิมพ์ Snipping Tool ในช่อง Search Programs

2. จะมีฟังก์ชั่นให้เลือกใช้ได้ 4 แบบ ได้แก่
  1. Free-form snip - เลือกจับภาพหน้าจอได้ตามอิสระด้วยการวาดเพื่อกำหนดขอบเขต
  2. Rectangular Snip - จับภาพหน้าจอเป็นรูปสี่เหลี่ยม (กำหนดเอง)
  3. Window Snip - จับหน้าจอในหน้าต่าง Windows
  4. Full-screen Snip - จับภาพแบบเต็มจอ
นอกจากนี้ยังสามารถขีดเขียนลงไปในภาพพร้อมส่งอีเมลได้เลยและสำหรับ Windows 8 ก็มีเครื่องมือนี้เช่นกันครับ

ซูมหน้าจอ Windows 7 ด้วย Magnifier

หนึ่งในพระเอกขี่ม้าขาวที่จะมาช่วยซูมหน้าจอใน Windows 7 หรือเรียกอีกอย่างว่า แว่นขยาย โดยปกติเครื่องมือนี้จะถูกติดตั้งมาพร้อมๆกับวินโดว์สามารถเรียกใช้งานได้เลยดังนี้

วิธีเปิดและใช้งาน Magnifier

1. ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์คำสั่ง Magnifier ลงไปในช่อง Search Programs
2. เมื่อเจอโปรแกรมให้ดับเบิ้ลคลิกเพื่อเเปิดรันโปรแกรมขึ้นมา
3. กดเครื่องหมาย + เพื่อขยายและกด - เพื่อย่อ
Note: สำหรับการขยายมี้อจำกัดคือ สามารถขยายได้สูงสุด 1600% เและสามารถซูมได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Full screen, Lens และ Docked โดยเลือกที่คำสั่ง Views

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ลืมรหัส Apple ID ทําไงดี?

มีจำก็ต้องมีลืมอย่างเช่นในกรณี Apple ID หลายคนมักจะลืมกัน ในที่นี่ผมขอแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ ลืม Password แต่จำ Apple ID ได้ และ ลืมทั้งสองอย่าง โดยวิธีการแก้ไขเบื้องต้นง่ายๆครับนึกให้ออกว่าตั้งว่ายังไง ตั้งจากอะไร แต่ถ้านึกไม่ออกจริงๆก็ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

กรณีที่ 1 : ลืมเฉพาะรหัสให้เข้าไป ที่นี่ เพื่อรีเซ็ตรหัสผ่านของคุณจากนั้นป้อน Apple ID ลงไปแล้วกด ถัดไป


จะมีตัวเลือกอยู่ 2 ตัวเลือกให้เลือกข้อที่คิดว่าทำได้แน่นอนถ้าจำคำถาามที่ตั้งไว้ตอนที สมัคร Apple ID ครั้งแรกได้ก็เลือก "ตอบคำถามเพื่อความปลอดภัย" ในทางกลับกันถ้าจำไม่ได้เลือก "ยืนยันตัวตนผ่านอีเมล" แล้วกดถัดไป จากนั้นทำตามขั้นตอนให้เสร็จโดยสมบูรณ์เพื่อ รีเซ็ตรหัสผ่านใหม่

กรณีที่ 2 : ลืมทั้ง Apple ID และ Password ก็เข้าไปที่เดิมครับ แต่คราวนี้ให้กด "ลืม Apple ID หรือไม่" แล้วทำการป้อนข้อมูลต่างๆให้ครบ ทำตามคำแนะนำของแอปเปิลไปจนกว่าจะเสร็จ


เสร็จแล้วครับขอให้โชดดี ^^
เรียบเรียงโดย O-DENG

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วิธีเอาภาพออกจาก Microsoft Word เป็นนามสกุล JPG

ปัญหาที่ทุกคนต้องเจอเมื่อจะเอาภาพออกจาก Microsoft Word เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่าง่ายๆคือลากออกมาเลย มันได้ซะที่ไหนล่ะ และทางออกที่จะนึกถึงเป็นอันดับแรกคือหาไฟล์ต้นฉบับที่เป็นไฟล์ภาพนามสกุล JPG หรืออื่นๆ ก็อาจจะเผลอลบทิ้งไปแล้วหรือหาไม่เจอซวยซ้ำซวยซ้อน

วันนี้แอดมินเลยจะมาแนะนำวิธีเอาภาพออกจาก Microsoft Word ง่ายๆและสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยได้ทดลองทำแล้วใน Word 2007 และ Word 2010 เวอร์ชั่นต่ำกว่านี้ยังไม่เคยลอง เลยไม่รู้ว่าได้ไหมแต่คิดว่าวิธีการคงคล้ายๆกัน

เปิดไฟล์เอกสาร Microsoft Word ที่จะดึงภาพออกมา ไปที่แฟ้มเลือก "บันทึกเป็น"


บันทึกตามปกติที่เคยแต่เปลี่ยนตรง "บันทึกเป็นชนิด" เป็น Web Page (*.htm,*.html) จากเดิมที่บันทึกเป็น Word 97-Word 2003 Document (*.doc) หรืออื่นๆ


เสร็จแล้วเปิดโฟลเดอร์ที่ Save ไว้ครับ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ไฟล์คือ .html ใช้เบ ราว์เซอร์ Firefox หรือ Google Chrome เปิดก็ได้ และอีกอันจะเป็นโฟลเดอร์เปิดเข้าไปจะเจอรูปภาพทันที



แค่นี้ก็สามารถดึงภาพออกจาก Microsoft Word ได้อย่างง่ายๆ นามสกุลภาพที่ได้จะเป็น JPG หรือถ้าอยากได้ไฟล์นามสกุลอื่นก็โยนให้ Format Factory จัดการได้เลย



วิธีเอารูปออกจาก iPhone ลงคอม

หลายคนที่พึ่งถอย iPhone มาใหม่แล้วอยากจะเอารูปสวยๆ หล่อๆ จากไอโฟนมาเก็บไว้บนคอมพิวเตอร์แต่ไม่รู้ว่าจะเอาออกมายังไงเพราะโดยปกติถ้าจะเอา คลิป หรือ เพลง จาก PC เข้า iPhone จะต้องผ่านโปรแกรม iTunes ถึงจะเอาออกมาได้แต่ถ้าจะเอารูปภาพออกมาจากไอโฟนล่ะจะต้องใช้ iTunes ไหม คำตอบคือ ไม่ครับ


ก่อนอื่นต้องเชื่อมต่อ iPhone กับ PC ผ่านสายพอร์ท USB ถ้าเชื่อมต่อสำเร็จจะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมาจะมีอยู่ 3 ตัวเลือก อันได้แก่ import pictures and videos (Using Dropbox),import pictures and video (Using Windows) และ Open device to view files (Using Windows Explorer) ให้เลือก Open device to view files ก็จะสามารถจัดการกับรูปภาพได้แล้วครับ


แต่ถ้าไม่มีหน้าต่างเด้งขึ้นมาหรือเผลอกดปิดลงไปก็ไม่เป็นไรครับ ให้เข้าไปที่ My Computer มองหาอุปกรณ์ของเรานั่นก็คือเครื่องไอโฟนนั่นเอง ดับเบิ้ลคลิกเข้าไปเลย จากนั้นก็หาไฟล์รูปส่วนวิธีเอาลงคอมนั้นก็ปกติครับ ลากออกมาหรือคลิกขวา Copy (หรือไม่ก็กดปุ่มคีย์ลัด Ctrl+C บนแป้นพิมพ์) แล้วกด Ctrl+V เพื่อวางในโฟลเดอร์ที่ต้องการ


สำหรับผู้ใช้ Windows 8 ก็ทำคล้ายๆกันเพียงแต่จะไม่มีหน้าต่าง Auto Play เด้งขึ้นมา ให้เปิด My Computer ขึ้นมาคลิกขาที่ชื่อไอโฟนเลือก Import Pictures and Videos แล้วติ๊ก Import all new item now ทำการ Import ตามปกติเลยครับ

รูปภาพจาก iphonesociety

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รีบป้องกันก่อน iPhone จะหายพร้อมวิธีตามหาด้วย iCloud.com

สำหรับใครที่พึ่งซื้อ iPhone มากำลังเห่อกับของใหม่อยู่ก็คงจะมีการทะนุถนอมกันเป็นอย่างดีและสิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเวลาพกติดตัวไปด้วยคือ "ห้ามลืม" แน่นอนครับหากเป็นของใหม่ก็คงจะหยิบมาเล่นอยู่ตลอดคงไม่ลืมแน่ แต่ถ้าเกิดลืมขึ้นมานั้นก็หมายถึงความซวยของคุณแล้วล่ะครับ


ซึ่งวันนี้แอดมินมีทริปวิธีป้องกันก่อน iPhone อันเป็นที่รักของใครหลายๆคน ก่อนที่มันจะหนีจากเราไปมาฝากกัน ซึ่งจะใช้ตามตัวได้ว่าหลงลืมไว้ที่ไหนหรือถูกขโมยไป สามารถใช้ได้ทั้ง iPhone , iPad และ iPod Touch (iOS เวอร์ชัน 4.2 เป็นต้นไป ต่ำกว่านี้ต้องเสียเงินนะครับ)

ในการตามล่า iPhone วิธีนี้เป็นการใช้ฟีเจอร์บนสมาร์ทโฟนที่มีชื่อว่า Find My iPhone โดยสามารถค้นหาเครื่องจากระยะไกล ลบข้อมูลส่วนตัว รวมทั้งส่งข้อความไปที่เครื่องเพื่อบอกให้ผู้หวังดีที่เก็บเครื่องได้ให้นำมาส่งให้เจ้าของ

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับฟีเจอร์ดังกล่าวแล้วมาเริ่มต้นตั้งค่าไว้ก่อนเพื่อความสะบายใจ ถ้าเกิดกรณีดังกล่าวจะได้ตามหาได้ทันท่วงที

1. ไปที่  Settings – Mail, Contacts, Calendar


2.  เลือก Add Account… แล้วเลือก MobileMe 



3. Login Apple ID ที่ของเราที่ใช้เป็นประจำ เสร็จแล้ว Next


4. เสร็จแล้วกดเปิด Find My iPhone


เสร็จขั้นตอนการเปิดใช้ Find My iPhone แล้วครับ ต่อไปเป็นการค้นหาตำแหน่งของเครื่องครับ

ไปที่หน้าเว็บไซต์ icloud.com จากนั้นล็อคอินแอคเคาท์ Apple ID ที่ใช้เปิด Find My iPhone ไปแล้วในขั้นตอนก่อนหน้านี้ เมื่อ Login เรียบร้อยแล้ว เลือก Find my iPhone จะแสดงแผนที่เพื่อดูว่าตำแหน่งของสมาร์ทโฟนว่าอยู่ตรงไหน


ในกรณีที่เครื่องหายสามารถสั่งล็อคเครื่องไว้ก่อนได้โดยไปที่ Lost Mode จากนั้นกรอกหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ลงไปพร้อมข้อความ (จะอ้อนวอน ข้อร้อง ยังไงก็ได้จูงใจให้เขานำมาคืนเราให้ได้) แล้วกด Done


นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยตามหาอุปกรณ์ของเราเมื่อลืม อาจจะลืมไว้ที่ไหนซักแห่งภายในบ้านหรือถ้าถูกขโมยไปอันนี้ต้องคิดหนักแล้วล่ะครับถ้าเขาปิดเครื่อง อย่างไรก็ตามมันอยู่ที่ตัวเราว่าจะรักษาของตัวเองคุ้มกับการอยากได้หรือไม่

การขอคืนเงินจาก Apple กรณีกดซื้อแอพโดยไม่ได้ตั้งใจ

คนเรามันก็ต้องมีผิดพลาดกันบ้าง อย่างในกรณีเข้าไปซื้อแอพ เพลง หรือ ภาพยนตร์ ใน iTunes Store แล้วเกิดพลั้งพลาดมือกดไปโดนแอพอื่นเข้าโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจหรือบุตรหลานเล่นซนกดอะไรไปมั่วทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ หลายคนอาจจะคิดว่าชั่งมันเถอะแต่ถ้าแอพนั้นเป็นแอพที่มีราคาแพงล่ะ?


ลองคิดสิว่าถ้าเราเสียเงินไปกับสิ่งที่เราไม่ต้องการมันเป็นอะไรที่...แต่ก็ใช่ว่าทุกปัญหาจะไม่มีทางออก

วันนี้ทางเว็บไซต์ O-DENG มีขั้นตอนในการขอคืนเงินจากการซื้อแอพ เพลง หรือ ภาพยนตร์ ผิดมาฝาก (หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า iTunes Store สามารถทำเรื่องขอคืนเงินได้ด้วย)

การขอคืนเงินเมื่อกดซื้อ App ผิดหรือโดยไม่ได้ตั้งใจ

1. เข้าไปที่ลิ้งนี้ >>> คลิกที่นี่


2. Login (Apple ID ที่จะทำเรื่องขอคืนเงินก็คือ ID ที่ใช้เป็นประจำนั่นแหละ) ที่แท็บ iTunes จะแสดงแอพ เพลง หรือหนังที่เคยสั่งซื้อไปทั้งหมด


3. กดไปที่ "Report Problem" แล้วเลือกเหตุผลที่ต้องการขอเงินคืน


4. ในที่นี้แอดมินไม่เคยซื้่ออะไรเลยครับมีแต่ของฟรีล้วนๆ อาจจะมีการกรอกรายเอียดสักเล็กน้อยแล้วกด submit โดยถ้าหากทาง Apple พิจารณาแล้วเห็นสมควรก็จะคืนเงินให้โดยจะแจ้งมาทางอีเมล์ครับ

คำแนะนำ ควรใส่รายละเอียดให้ดูดีมีเหตุผลจะได้เงินคืนเร็วขึ้นครับ

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

วิธีทำริงโทนไอโฟนด้วย iTunes

สำหรับใครที่อยากได้ริงโทน iPhone เข้ามาถูกที่แล้วครับ ในบนทควานี้แอดมินจะมาสอวิธีการสร้างริงโทนด้วยตัวเองง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอนจากเพลงเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยใช้ iTunes ก่อนอื่นจะต้องเตรียมเพลงที่ต้องการและโปรแกรมให้เรียบร้อยเสียก่อน เมื่อเสร็จแล้วมาดูแต่ละขั้นตอนถัดไปกันเลย

1. เปิดโปรแกรม iTunes ขึ้นมาครับ ลากเพลงที่ต้องการลงไป คลิกขวาที่ชื่อเพลง เลือกดูข้อมูล


2. ไปที่แท็บตัวเลือก แล้วกำหนดค่า เวลาเริ่มและเวลาหยุด ตามต้องการแนะนำให้กดฟังเพลงดูก่อนว่าจะเอาจากช่วงไหนแล้วจำหรือจดช่วงเวลานั้นไว้นำมากรอกลงโดยต้องระบุเป็นตัวเลข เช่น เริ่ม 1:50 สิ้นสุด 3:00

นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับความดังเสียงและอื่นๆตามใจชอบเสร็จแล้วกดตกลง


3. จากนั้นคลิกขวาที่ชื่อเพลงอีกครั้งแล้วเลือกสร้างเวอร์ชั่น AAC จะเห็นว่าจะมีเพลงเดิมเพิ่มขึ้นมาจาก 1 เป็น 2 ดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อนั้นรอสักครู่ เมื่อเสร็จจะปรากฏนาทีเพลงขึ้นมา


4. ลองกดฟังดูก่อนได้ครับว่าถูกต้องตามความพอใจของเราหรือไม่ แล้วขวาเลือก แสดงใน Windows Explorer


5. ให้เปลี่ยนนามสกุลไฟล์จากเดิม .m4a เป็น .m4r กด OK


6. ลากไฟล์ที่ได้ใส่ลงไปในแท็บ Tones แล้วกด Sync เข้า สมาร์ทโฟนได้เลยครับ

เสร็จแล้วครับสำหรับขั้นตอนการทำริงโทนด้วยตัวเองง่ายบน iTunes และที่สำคัญเสียงชัดแจ๋วเหมือนต้นฉบับเดะ

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

วิธีดึงไฟล์วิดีโอจาก Instagram มาแสดงบนเว็บไซต์

ไม่ได้อัพเดทบทความเกี่ยวกับเว็บมานาน วันนี้ขอจัดสักหน่อยเห็นว่าหลายคนที่เล่น Instagram แล้วมีวิดีโอในนั้นอยากจะนำมาแสดงบนเว็บไซต์ สำหรับขั้นตอนนั้นถือว่าไม่ยากเกินความสามารถของทุกคนอย่างแน่นอน สามารถนำไปติดได้ทั้งเว็บและบล็อกทั่วไป

ใช้ได้ทั้ง Firefox และ Google Chrome ในที่นี้แอดมินขอสาธิตด้วย Firefox วิดีโอที่นำมาใช้ เป็นวิดีโอที่พึ่งจะอัพเดทขึ้นแสดงบนเว็บ O-DENG เมื่อไม่นานมานี้นี่เอง (โชว์ซุมภาพด้วย Samsung Galaxy K Zoom)


วิธีดึงไฟล์วิดีโอจาก Instagram มาแสดงบนเว็บไซต์
1. เปิด Firefox

2. ไปที่ Instagram เปิดวิดีโอที่ต้องการนำขึ้นเว็บขึ้นมาคลิกขวาที่วิดีโอเลือก ตรวจดูส่วนประกอบ

3. จะมีโค้ดแสดงขึ้นมาให้หาโค้ดตามนี้ (ตัวหนังสือสีแดงและนำเงินคือ URL ที่ต้องเอาไปใช้ในขั้นตอนถัดไป)
<div class="Video vStatesHide Frame" data-reactid=".r[0].[0].[1].[0].[0].[0].[0].[0].[0].[1].[0]{frame708342694195428718}[0].[0]" style="width:100%;height:100%;" controls="true" poster="http://photos-h.ak.instagram.com/hphotos-ak-frc/915427_244829779056527_716217290_n.jpg" type="video/mp4" src="http://videos-g-0.ak.instagram.com/hphotos-ak-frc/10318156_1407205069557880_1889164964_n.mp4"></div>


4. ไปที่หน้าเว็บ v4e.thewikies.com 3 ช่องแรกให้ใส่ URL สีแดงลงไป ช่องที่ 4 ใส่ URL สีน้ำเงิน


นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดขนาดแนวตั้งแนวนอนของวิดีโอและชนิดของโค้ดได้ด้วย สังเกตุว่าจะมีหัวลูกศรชี้ขึ้นมาด้านล่างกดเข้าไปเพื่อ Copy โค้ดแล้วนำไปวางที่เว็บไซต์ได้เลย


ตัวอย่างวิดีโอที่ถูกนำขึ้นแสดงบนเว็บ http://www.o-deng.com/2014/04/samsung-galaxy-k-zoom.html จบแล้วครับสำหรับขั้นตอนการนำวิดีโอจากอินสตาแกรมไปแสดงที่เว็บไซต์ หากใครติดปัญหาอะไรสามารถสอบถามแอดมินได้ที่คอมเมนต์ได้เลย


วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

วิธีดูว่าเราเข้าใช้ Facebook ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่และทำอะไรไปบ้าง

เป็นการเข้าดูประวัติการเข้าใช้งานเฟสบุ๊คไม่ว่าจะเป็น เข้าใช้ด้วยอุปกรณ์อะไร เวลาไหน แล้วได้ทำอะไรไปบ้าง ณ ตอนนนั้น สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่สงสัยว่าเพสบุ๊คของตนเองมีความผิดปกติ หรือคาดว่าน่าจะมีใครรู้รหัสบัญชีแล้วแอบใช้ วันนี้เรามีวิธีการตรวจสอบมาฝากเพื่อนๆกัน

1. ตรวจสอบการเข้าใช้งาน ไปที่ > การตั้งค่า > ความปลอดภัย > สถานที่ที่คุณเข้าสู่ระบบ ดังตัวอย่างตามภาพ จะเห็นว่ามีการแสดงข้อมูลใช้งานล่าสุด เวลา สถานที่ ประเภทอุปกรณ์ เบราว์เซอร์ และระบบปฏิบัติ หากตอนนี้คุณใช้ PC เข้าแต่มีการใช้งานล่าสุดเป็นอุปกรณ์อื่น เช่น โทรศัพท์ แท็บเล็ต อื่นๆที่ไม่ใช่อุปกรณ์ของคุณสามารถกด หยุดกิจกรรมได้เลย


2. ตรวจสอบกิจกรรม ไปที่ ปุ่มลูกศรสามเหลี่ยมชี้ลง > บันทึกกิจกรรม จะปรากฏรายละเอียดดังนี้


ในหน้านี้จะเป็นส่วนของกิจกรรมการเข้าใช้ Facebook เช่น กด Like เพื่อนคนไหนไปบ้าง ได้คอมเมนต์ที่ไหน และอื่นๆ หากพบว่าในช่วงนั้นเราไม่ได้ใช้เฟสบุ๊คเลยแต่มีการกดไลค์บางทีคุณอาจจะบังเอิญหรือตั้งใจใช้บริการเพิ่มยอดไลค์เพราะบริการพวกนี้จะสุ่มเอาคนที่กด like ไปกดให้คนอื่นโดยอัตโนมัติ

แต่หากมีการแสดงคอมเมนต์ไปทั่วโดยที่เราไม่ได้ทำ แนะนำให้รีบเปลี่ยน Password โดยเร็ว


วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

แชร์ Wifi ง่ายๆ ด้วย mHotspot บน Windows

มาแนะนำโปรแกรมสำหรับแชร์อินเตอร์เน็ตผ่านสัญญาณ Wifi สำหรับเครื่อง PC ที่มี Wifi ถึงจะสามารถแชร์ได้นะครับ  โดยสามารถแบ่งปันสัญญาณไปใช้ได้ทุกอุปกรณ์ที่รับสัญญาณไวไฟได้ เช่น มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และ Notebook ซึ่งจะสามารถกำหนดได้ว่าจะปล่อยให้จำนวนเครื่องที่เข้ามาแชร์กับเรานั้นสูงสุดกี่เครื่อง mHotspot นี้ยังสามารถรันบนระบบปฏิบัติการ Android พร้อมทั้งยังรองรับระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นล่าสุดอย่าง Windows 8

สำหรับตัวที่ใช้ปล่อยสามารถปล่อยสัญญาณได้จากหลายๆการเชื่อมต่อ เช่น จากแอร์การ์ด แลน และ Wifi เป็นต้น

mHotspot สำหรับ windows 7
mHotspot สำหรับ windows 8
mHotspot สำหรับ Android

วิธีการใช้งาน mHotspot

1. ดาวน์โหลดพร้อมกับติดตั้งตัวโปรแกรมให้เรียบร้อย จะมีหน้าเว็บ mHotspot เด้งขึ้นมาไม่ต้องไม่สนใจกดปิดได้เลย

2. ในส่วนนี้ทางด้านซ้ายเป็นการกำหนดค่าต่างๆ อันได้แก่
  • Hotspot Name ตั้งชื่อสำหรับสัญญาณของเรา
  • Password กำหนดรหัสผ่านซึ่งผู้เข้าใช้จะต้องรู้รหัสนี้ถึงจะเชื่อมต่อกับสัญญาณที่เครื่องส่งไปได้ (ไม่น้อยกว่า 8 ตัว)
  • Share from ให้เลือกเป็น wireless network connection
  • Mac Clients เลือกจำนวนการเชื่อมต่อสูงสุด เช่น เลือกเป็น 2 หากมีการเชื่อมต่อ 2 เครื่องแล้วเครื่องอื่นจะไม่สามารถเชื่อมต่อเพิ่มได้อีกเพราะเต็มจำนวนที่กำหนดไว้แล้ว
  • เมื่อเริ่มใช้ให้กด Start Hotspot 
  • ต้องการปิดกด Stop Hotspot
3. ทางด้านขวาจะเป็นส่วนของการตั้งค่าเกี่ยวกับโปรแกรมและแสดงเครื่องที่ทำการเชื่อมต่อพร้อมกับกำหนดธีมมีสีให้เลือกมากมาย ลองใช้กันดู

โดยรวมแล้วโปรแกรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย หากเน็ตที่ใช้ความเร็วช้าก็ไม่ควรตั้งค่า Mac Clients มากเพราะอาจจะทำให้เครื่องแม่ช้าลงไปอีก นอกจากนี้ยังมีปุ่มแชร์ลง Facebook Twitter ได้อีกด้วย

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

แก้ปัญหาคอมมองไม่เห็นรูปใน Memory Card ของกล้อง


หลายคนที่สนุกกับการถ่ายรูปแล้วอยากจะเอารูปออกมาโดยเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อดึงรูปภาพออกมาแต่ก็ต้องหยุดซะงักเมื่อเครื่อง PC มองไม่เห็นรูปที่ถูกถ่ายเก็บไว้ แต่ถ้าเปิดบนกล้องก็จะเห็นรูปเป็นปกติซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดพลาดหรือติดไวรัสบางชนิดเข้าไป โดยวันนี้ผู้เขียนมีวิธีแก้ไขมาฝากสำหรับคนที่กำลังเครียดกับกรณีดังกล่าวอยู่

สิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบคือลองเสียบการ์ดเข้าไปที่กล้องแล้วเปิดดูว่ารูปที่คุณต้องการยังอยู่ครบหรือไม่ ให้ไปตั้งค่าให้กล้องอ่านข้อมูลจากการ์ดก่อนเลย ถ้าไม่เห็นรูปก็กลับไปตั้งให้กล้องอ่านจากตัวเครื่องจากนั้นย้ายหรือคัดลอกมาเก็บไว้บนเมมโมรี่การ์ด

จากนั้นเสียบการ์ดเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เปิดเข้าไปที่ My Computer ดับเบิ้ลคลิกที่ไดรฟ์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาหากเปิดโฟลเดอร์แล้วไม่เจอรูปที่ได้บันทึกลงบน Memory Card ที่เสียบเข้าไปให้ทำตามวิธีดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นให้ทำการเช็คพื้นที่การ์ดที่ถูกใช้ไปว่าใช้ไปเท่าไหร่ โดยคลิกขวาที่ไดรฟ์ในตัวอย่างจะเป็นไดรฟ์ Removable Disk (G) คลิกขวาเลือก Properties จะปรากฏพื้นที่ที่ถูกใช้ไปและพื้นที่ว่างที่สามารถบรรจุข้อมูลลงไปได้


จากรูปจะเห็นว่าพื้นที่ถูกใช้ไปแล้ว 379 MB ว่าง 566 MB จากทั้งหมด 946 MB หลังจากนั้นเข้าไปเช็คตามโฟลเดอร์ที่อยู่ในการ์ดทั้งหมดแล้วลองบวกกันดูโดยประมาณ ว่าพื้นที่นั้นเท่ากับ 379 MB อย่างที่ได้เช็คไปก่อนหน้านี้หรอไม่ ถ้าหากไม่ถึงนั่นก็หมายความว่าคอมอาจจะมองไม่เห็นหรือถูกไวรัสซุกซ่อนไว้นั่นเอง

ซึ่งจากที่ผู้เขียนลองเข้าไปเช็คดูปรากฏว่าไฟล์ทั้งหมด 2 ไฟล์ซึ่งไฟล์ตัวแรกคือ โฟลเดอร์ Docs มีขนาด 64 bytes ซึ่งเป็นโฟลเดอร์ที่ว่างเปล่า ตัวที่สอง DCIM มีขนาด 280 MB แน่นอนครับเอา 2 ตัวนี้มาบวกกันยังไงก็ไม่ถึง 379 MB แล้วอีกประมาณ 99 MB หายไปไหน? คาดว่าน่าจะเป็นส่วนของรูปที่หายไป ไม่ต้องห่วงครับมันอยู่ในนั้นแหละไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่คอมของเรามองไม่เห็นมันก็แค่นั้น


วิธีแก้ที่ 1 หากคุณถอดหรือเสียบการ์ดกับคอมหลายเครื่องก็อาจจะติดไวรัสมาก็เป็นได้แนะนำให้ใช้โปรแกรม Hidden Fixer แต่ถ้าหากยังนิ่งเหมือนเดิมไม่สะทกสะท้าน มาลองวิธีที่สองดู

วิธีแก้ที่ 2 หากทำตามข้อแรกแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นไม่แน่คอมอาจจะไม่ได้ติดไวรัสอย่างที่คิดแต่อาจเป็นการทำงานที่ผิดพลาดของคอมพิวเตอร์ ให้ลองไปที่ ช่อง Search ที่อยู่แท็บด้านบน พิมพ์ G:\DCIM ตัวหนังสือสีแดงคือชื่อไดรฟ์ครับแต่ละเครื่องอาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะเป็น F G H I J K...


ถ้าได้รูปจะปรากฏดังภาพ จากนั้นก็ลากคลุมทั้งหมดออกมาได้เลย หรือจะเลือกทีละภาพโดยกด Ctrl ค้างไว้


ในที่นี้ผู้เขียนใช้ Memory Card ที่ถอดออกมาจากกล้อง kodak easyshare M853 ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวกับรุ่นด้วยหรือเปล่า ใครทำได้หรือไม่ได้ยังไงสามารถคอมเม้นฝากไว้ที่ด้านล่างนี้ได้เลย ถ้ามีเวลา Admin จะแวะมาตอบครับ ช่วยกด Like&Share เพื่อเป็นกำลังใจในการเขียนบทความครั้งต่อไปด้วยนะครับ

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

5 ขั้นตอนในการรูท Samsung Galaxy S5 อย่างง่าย

รูท คำนี้เริ่มจะได้ยินกันบ่อยๆและเริ่มที่จะนิยมใช้กันมากขึ้นเพราะวิธีรูทนั้นทำได้ง่ายและมีสอนกันตามเว็บไซต์หลายแห่ง คราวนี้เรามารองของใหม่กับวิธีการรูท Samsung Galaxy S5 ที่เพิ่งจะเริ่มวางขายได้ไม่นานมานี่เอง ใครอยากจะทดสอบของใหม่มาเริ่มกันเลย ส่วนวิธีนั้นก็ไม่แตกต่างจาก Galaxy Note 3 เท่าไหร่นัก

5 วิธีรูท Samsung Galaxy S5
สิ่งที่ต้องทำใจยอมรับกับผลที่ตามมาหลังรูท
  • เครื่องอาจจะทำงานผิดปกติ
  • หมดประกันในทันที
  • อาจเปิดแอพหรือเกมบางตัวไม่ได้
  • ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการรูท
รูทแล้วได้อะไร
  • ทำให้สามารถตั้งค่าปรับแต่งเครื่องได้เต็มความสามารถ
  • สำหรับเครื่องที่ช้าเป็นเต่าจะเร็วขึ้นทันตาเห็น
  • อัพเกรด Firmware ใหม่ๆได้โดยไม่ต้องรอศูนย์
  • ถอดแอพที่ติดมากับเครื่องได้ (โดยปกติจะลบไม่ได้)
  • สามารถติดตั้งแอพที่นอกเหนือจากบน Play Store ได้
  • ติดตั้งแอพพลิเคชั่นหรือเกมไปไว้บน SD Card ได้
คำเตือน การรูทมีความเสี่ยง ผู้รูทควรศึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงมือทำ และโปรดทราบว่าทางเว็บ O-DENG.COM ไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นเมื่อเกิดความเสียหายต่อเครื่อง

สิ่งที่ต้องเตรียม
  1. โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่จะทำการรูท
  2. คอมพิวเตอร์
  3. สาย USB ที่ใช้เชื่อมต่อกันระหว่างสมาร์ทโพนกับเครื่อง PC
  4. โปรแกรม Odin ดาวน์โหลดได้ ที่นี่
  5. ไฟล์รูท CF-Root
วิธีรูท Samsung Galaxy S5
  1. โหลดไดร์เวอร์ของ Samsung Galaxy S5 หรือใช้โปรแกรม Samsung Kies เพื่อเชื่อมต่อกับ PC ไว้ให้เรียบร้อย
  2. ปิดเครื่อง Galaxy S5 แล้วเข้าดาวโหลดโหมด กด Volume Down + Power + Home ค้างไว้ จากนั้นจะเข้าหน้าจอให้เรายืนยันการเข้าโหมดโดยการกด Volume up
  3. เปิดโปรแกรม Odin ที่ให้โหลดไปแล้วในสิ่งที่ต้องเตรียมข้อ 4 (ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์) ถ้าขึ้นแถบสีฟ้าแสดงว่าเชื่อมต่อสำเร็จ ไปที่การตั้งค่า Option ติ๊กถูกที่ Auto reboot และ F. Reset Time จากนั้นกดที่ปุ่ม PDA แล้วเลือกไฟล์สำหรับรูท “CF-Auto-Root…..tar.md5″ ที่เราแตกออกมาไว้ก่อนหน้านี้ในสิ่งที่ต้องเตรียมข้อ 5
  4. กด Start แล้วรอสักพัก..
  5. จากนั้นเครื่อง Galaxy S5 จะรีบูตเครื่องจนเสร็จ (การรีบูตครั้งแรกอาจใช้เวลาหลายนาทีไม่ต้องตกใจครับ) หากทำสำเร็จจะมีแถบสีเขียวขึ้นที่โปรแกรม Odin ครับ

ใครที่ไม่เข้าใจตรงไหนสามารถทำตามวิดีโอ How to Root the Galaxy S5 ด้านบนนี้ได้เลยครับ สำหรับผู้ที่เกิดปัญหาการบูตวนซ้ำให้ลองเช็คดูว่าได้เลือกไฟล์ที่ถูกต้องหรือไม่ (Galaxy S5 รุ่นที่วางขายในไทยคือโมเดล G900F)

ที่มา : C4ETech
เรียบเรียงโดย : ข่าวไอที

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

OneDrive เก็บข้อมูลออนไลน์ฟรี สูงสุดถึง 7 GB

OneDrive ฝากฟรีไม่คิดตัง เอาของดีมาฝากกันอีกแล้วสำหรับบริการจัดเก็บข้อมูลไปไว้ในสื่อออนไลน์ที่เรียกกันว่าอินเตอร์เน็ตมีการทำงานผ่าน Cloud จากบริษัทยักษ์ใหญ่ Microsoft เป็นบริการฝากไฟล์ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ วิดีโอเกม ภาพ เพลง เอกสาร ได้หมดโดยสูงสุดอยู่ที่ 7 GB (กิกะไบต์) ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงฟรี!! ครับพี่น้อง

ใครที่เคยใช้เป็นประจำ Google Drive, Dropbox และ iCloud คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ OneDrive เป็นของใหม่สดเอี่ยมอ่อง ต้องใช้บัญชีไมโครซอฟเพื่อ login เข้าสู่ระบบ ใครที่สนใจต้องมีอีเมล์ Outlook ก่อนนะจ๊ะ

หากพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเต็มสามารถเพิ่มได้ (เสียตัง)
  • เพิ่ม 50 GB  ราคา   $25     ประมาณ   805   บาท
  • เพิ่ม 100 GB   "     $50           "      1609   บาท             
  • เพิ่ม 200 GB   "     $100         "       6437  บาท
ข้อดีของ OneDrive เป็นการสำรองข้อมูลอย่างปลอดภัย หากฮาร์ดดิสก์พังไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถดาวน์โหลดมาเก็บไว้เช่นเดิมได้

ใช้ร่วมกันได้เกือบทุกอุปกรณ์ เช่น Windows Mac iOS Windows Phone Android ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ Google Drive กับ Dropbox 2 ตัวนี้จะใช้ไม่ได้กับ Windows Phone และคุณยังสามารถแชร์ลง Facebook ได้ทุกเมื่อ (บริการอื่นจะไม่มี)

สนใจรับพื้นที่ฟรี 7 GB ได้ที่  OneDrive.com

วิธีลง Windows 8 (อย่างละเอียด)




สวัสดีครับวันนี้ Admin จะมาสอนวิธีการลง windows 8 แบบละเอียดสุดๆทุกขั้นตอน กรุณาทำตามทุกขั้นตอนเพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเอง หากใครที่ใช้วินโดวส์เก่าอย่าง XP อยู่แนะนำให้รีบๆเปลี่ยนเพราะตอนนี้ทาง Microsoft ได้เลิกให้การสนับสนุนหรือหยุดอัพเดทแล้วนั่นเอง สำหรับใครที่กำลังเล็งไว้แล้วว่าจะใช้วินโดวส์ใหม่อยู่ วันนี้เราได้จัดการเตรียมขั้นตอนในการลงระบบปฏิบัติการ Windows 8 บนคอมพิวเตอร์มานำเสนอให้เพื่อนๆ ได้ทำตามไปพร้อมกันทีละขั้นตอนง่ายมาก ซึ่งเพื่อนๆหลายคนที่ให้ร้านลงให้ลองหันมาทำเองดูบ้างไหม รับรองว่าง่ายและประหยัดเงินและไม่ต้องกลัวว่ามันจะพังเพราะเราไม่ได้ไปงัดแงะภายในสักหน่อย


ก่อนจะ Install windows 8 ให้ตรวจเช็คสเปคของเครื่องก่อนโดยทำตามบทความนี้ วิธีดูสเปคคอมพิวเตอร์ หรือถ้าจะให้ระเอียดกว่านี้ให้ใช้โปรแกรม CPU-Z ส่วนสเปคขั้นต่ำที่แนะนำตามนี้

ประมวลผล: 1 (GHz) หรือเร็วกว่า

แรม: 1 กิกะไบต์ (GB) (32 บิต) หรือ 2 GB (64-bit)

พื้นที่ฮาร์ดดิสก์: 20 GB

กราฟิกการ์ด: Microsoft DirectX 9 อุปกรณ์กราฟิกที่มีโปรแกรมควบคุม WDDM

สิ่งที่ต้องมี แผ่น windows 8 หาซื้อได้ตามร้านทั่วไปราคาอยู่ที่ 5,000 ต้นๆขึ้นอยู่กับรุ่นด้วย (กรณีที่เป็นของแท้)

1. อันดับแรกใส่แผ่นเข้าไปในถาดไดร์ฟ DVD-Rom ตั้งให้คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค Boot จากแผ่นเป็นอันดับแรก โดยกดที่ del F12 F10 บนแป้นพิมพ์ (แต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกันให้สังเกตุเอาเวลาก่อนจะเข้าหน้า windows)

2. เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้ง เลือกทั้ง 3 ส่วนดังนี้
  • Language to install ภาษาที่ใช้สำหรับการติดตั้งเลือกเป็น English
  • Time and currency format รูปแบบของเวลา
  • Keyboard or input method ภาษาในการป้อนข้อมูลบนแป้นพิมพ์เลือกเป็น US 
เลือกทั้งหมดแล้วกด Next


3. คลิก Install Now เพื่อเริ่มติดตั้งทันที


4. อ่านเงื่อนไขเล่นๆดูจากนั้นกด "ยอมรับ" (I accept the term license ) กด Next


5. เลือกตัวเลือกที่ 2 (Custom: Install Windows only (advanced))


6. เลือกว่าจะลง windows ไว้ที่ไดรฟ์ไหนให้เลือก Drive 0 ก็คือ Drive C นั่นเอง


7. หากมี windows เก่าภายในเครื่องอยู่ให้ฟอร์แมตออกก่อน โดยให้กดไปที่ Drive options (advanced) แล้วเลือกไดร์ฟที่มีวินโดวส์เก่ากด Format แล้วกด Next

8. รอจนกว่าเครื่องจะติดตั้งเสร็จเรียบร้อยขึ้นอยู่กับ Spec ด้วยถ้าสเปคสูงก็จะเสร็จเร็ว


9. เมื่อเสร็จจะรีสตาร์ทหนึ่งครั้ง


10. หน้านี้จะให้เราเลือกสีพื้นหลังพร้อมกับตั้งชื่อเครื่องในช่อง PC Name เสร็จแล้วกด Next จะมาที่หน้า Settings เลือก Use Express Settings เพื่อใช้ค่าเริ่มต้นแบบเร่งด่วน (แนะนำ) สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เชี่ยวชาญ


11. ถัดมาเลือก Sign in without a Microsoft account แล้วคลิก Next


12. เลือก Sign in without a Microsoft account


13. มาที่หน้า There are two options for signing inc เลือก Local account จากนั้นกรอกข้อมูล
  • User name กรอกชื่อ
  • Password กำหนดรหัส
  • Reenter password ป้อนรหัสอีกครั้ง
  • Password hint รหัสผ่านสำรองในกรณีที่ลืมรหัสหลัก
14. รอเจิมของใหม่กันได้เลย


หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนบรรลุวิธีการลง Windows 8 โดยไม่ต้องพึ่งร้านคอมเลยละครับ

เรียบเรียงโดย O-DENG